resume
Mrs. Poungpet Yanyalux
1 Mu 4 Thumbol Talan Amphore Phakhai
Ayutthaya, Thailand. 13120
E-mail:yanyalux51p@gmail.com
(0-3539-1091/08-1561-7424
Date of Birth July 30th, 1960.
Nationality Thai Religion Buddhism
Marital Status Married Blood group A
Office Phakhai Sutthapramuk School
Phakhai Ayutthaya, Thailand 13120
Telephone 0-3539-1381 Fax. 0-3539-1381
Education Bachelor Degree – Major English
Ayutthaya Teacher College
Experience
2527-2551 English Teacher
2548- present English Teacher and Academic Administrator and English Teacher
Vision To develop student in my hometown to have the abilities for their good lives
Add a comment มิถุนายน 10, 2008
คำถามท้ายบทที่ 9 และ 10
คำถามท้ายบทที่ 9
การประเมินและการควบคุมคุณภาพ
1. การควบคุมงานคืออะไร สำคัญอย่างไร
· การควบคุมงาน คือ การประเมินหรือการดำเนินการให้ได้มาซึ่งข้อมูลจากการดำเนินงานจริงทุกขั้นตอน
· ความสำคัญของการควบความงาน คือ เป็นการประกันความสำเร็จของงานและทำให้งานเกิดความมั่นคงและก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
2. ขั้นตอนสำคัญในการควบคุมมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
· ขั้นตอนสำคัญในการควบคุมงาน มีดังนี้
1. การกำหนดเกณฑ์ หมายถึงการกำหนดเป้าหมายของการควบคุม หรือข้อกำหนดที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
2. การประเมิน หมายถึงการรวบรวมข้อมูลและประมวลผลข้อมูลเพื่อทำให้ทราบว่าได้มีการดำเนินการของผู้ปฏิบัติระดับต่างๆ ไปเพียงใดในระยะเวลาหนึ่ง
3. การเปรียบเทียบ หมายถึง การนำข้อมูลจากการประเมินในสถานการณ์จริงไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้
4. การปรับปรุง หมายถึง การนำข้อมูลที่ได้จากการเปรียบเทียบมาช่วยในการตัดสินใจเพื่อทำให้งานมีความก้าวหน้าทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
3. มิติของการควบคุมมีอะไรบ้าง จงอธิบายมาทุกมิติ
· มิติของการควบคุม ประกอบด้วย 3 มิติ ดังนี้
1. ประเภทของการควบคุม ประกอบด้วย
– การควบคุมก่อนเริ่มงาน (Pre-action controls) เป็นการประเมินเพื่อควบคุมบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ การเงิน และทรัพยากรอื่นๆ ให้มีความพร้อมที่จะเริ่มดำเนินการ
– การควบคุมระหว่างปฏิบัติการ (Concurrent controls) คือระบบการควบคุมที่ออกแบบสำหรับการตรวจประเมินความเบี่ยงเบนไปจากแผนหรือเกณฑ์
– การควบคุมหลังปฏิบัติงาน (Post-action controls) เป็นการควบคุมที่ออกแบบไว้เพื่อตรวจสอบว่าได้มีการดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ของแผนหรือไม่
2. ระดับการควบคุม ประกอบด้วย
– การควบคุมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic controls) เป็นการควบคุมในระดับสูงสุด
– การควบคุมระดับกลาง/ระดับการจัดการ/ระดับกลยุทธ์ (Management or tactical controls) เป็นการควบคุมการแปลงบยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติระดับแรก
– การควบคุมระดับปฏิบัติการ (Operational controls) เป็นการควบคุมการปฏิบัติเพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรอเกณฑ์ที่วางไว้หรือไม่
3. สาระหรือองค์ประกอบ
– การควบคุมการตลาด ทางการศึกษาคือตลาดแรงงาน การวางแผนการศึกษาที่เน้นการตอบสนองความต้องการกำลังคนหรือความต้องการการศึกษา
– การควบคุมการเงินเป็นสาระการควบคุมที่สำคัญ หากมีการจัดการที่ชัดเจนย่อมช่วยให้องค์กรมีความเข้มแข็ง
– การควบคุมปฏิบัติการ เน้นที่ประสิทธิภาพและคุณภาพของการปฏิบัติ
– การควบคุมการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นการจัดการให้มีบุคลากรในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสม มีวัฒนธรรมในการทำงานและการดำเนินชีวิตที่ดีและทำหน้าที่เพื่อองค์กรอย่างเต็มที่จนประสบความสำเร็จและมีความสุข
4. จากชนิดข้อมูลที่กล่าวมาให้พิจารณาว่าสถาบันของท่านมีระบบสารสนเทศชนิดใดดีที่สุด จงระบุมา 5 ชนิด พร้อมอธิบายว่าดีเพราะอะไร
· ระบบสารสนเทศในโรงเรียน ที่ดีที่สุด 5 ชนิด ดังนี้
1. แผนภูมิและตาราง(แผนภูมิโครงสร้าง ตารางข้อมูลต่างๆ) ชัดเจน ถูกต้องสวยงาม น่าสนใจและเป็นปัจจุบัน
2. เอกสารการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียน
3. โปรแกรมข้อมูล นักเรียนบุคลากร ครอบคลุม สะดวกค้น ชัดเจนและถูกต้อง
4. วารสารโรงเรียน เป็นการประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารและกิจกรรม โรงเรียนสู่ผู้ปกครองและชุมชน
5. แผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการโรงเรียน
5. คำถามเดียวกับข้อ 4 แต่ถามถึงชนิดสารสนเทศที่ไม่ดีหรือมีน้อย ไม่เพียงพอ ไม่ถูกต้อง และเป็นที่หนักใจในสถาบัน 5 ชนิด พร้อมอธิบายเหตุผล
· ระบบสารสนเทศที่ไม่เพียงพอ
1. ระบบข้อมูลครุภัณฑ์ อาคารสถานที่ ชำรุด การเสื่อมสภาพ การจำหน่าย ไม่ชัดเจน
2. ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้ปฏิบัติมีน้อย ไม่สะดวกต่อการสืบคัน
6. จงใช้เกณฑ์ทั้ง 9 ข้อ ประเมินระบบสารสนเทศของโรงเรียนที่สังกัดทั้งระบบและอธิบายผลว่า
6.1 มีระบบสารสนเทศตามลักษณะที่ดีของระบบสารสนเทศ คือ ระบบสารสนเทศในเรื่องข้อมูลนักเรียนและบุคลากรของโรงเรียน
6.2 เกณฑ์ระดับปานกลาง ตามคุณลักษณะที่พบ ดังนี้
– เป็นการผสมผสานของข้อมูลจากทุกแหล่งสามารถหาคำตอบได้รวดเร็ว ครบถ้วนและถูกต้อง
– สามารถนำมาใช้ได้สะดวกและคุ้มค่า
– เป็นระบบปฏิบัติการที่เชื่อถือได้
– รับข้อมูลซับซ้อน ตอบสนองความต้องการใหม่ๆ
7. จงรวมตัวกันตั้งกลุ่ม 3-5 คน (อยู่สถาบันเดียวกันได้) เพื่อช่วยกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของสถานศึกษา แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
· พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 เพื่อการสอบวัดคุณภาพระดับชาติให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 50 ของค่าเฉลี่ยระดับประเทศ ใน 5 กลุ่มสาระหลัก
———————————————————————
คำถามท้ายบทที่ 10
การปรับปรุงและการพัฒนาการศึกษา
1. จงอธิบายแนวคิดและวัตถุประสงค์ของการพัฒนาองค์การ
· แนวคิดการพัฒนาองค์การ หมายถึง การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงองค์การอย่างมีระบบแบบแผน เป็นกระบวนการเพื่อให้ปรับตัวทันต่อสถานการณ์และการบรรลุเป้าหมายอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพเพื่อความก้าวหน้าขององค์การ
· วัตถุประสงค์ของการพัฒนาองค์การ โดยทั่วไปมีดังนี้
1. เพื่อยกระดับความไว้วางใจ
2. เพื่อกระตุ้นให้มีการคิดพิจารณา แก้ไขปัญหาขององค์การร่วมกัน
3. เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการยอมรับในการแก้ปัญหาภายในองค์การ
4. เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องกับปัญหาได้แก้ไขปัญหาเองหรือร่วมกันแก้ปัญหาและทำงานเป็นทีม
5. เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาในลักษณะสร่างสรรค์และร่วมมือร่วมใจ
6. เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกขององค์การมีส่วนร่วมในการกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การ
7. เพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริหารงานแบบควบคุมตนเอง
8. เพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพบนพื้นฐานแห่งความร่วมมือร่วมใจกัน
9. เพื่อส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการทำงานเป็นทีม
10. เพื่อยกระดับความรับผิดชอบของสมาชิกและทีมงานในการวางแผน
11. เพื่อพัฒนาองค์การให้ทันสมัย
12. เพื่อพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
13. เพื่อประสานเป้าหมายส่วนบุคคลและเป้าหมายขององค์การเข้าด้วยกัน
2. การพัฒนาองค์การมีประโยชน์อย่างไร สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาได้อย่างไร
· ประโยชน์ของการพัฒนาองค์การและการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา มีดังนี้
1. เป็นการปรับปรุงประสิทธิผลขององค์กร เพื่อใช้ในการวางแผน การใช้ทรัพยากร การปรับปรุงการปฏิบัติงาน
2. ทำให้การจัดการดีขึ้นทุกระดับ เนื่องจากมีการวางแผนดีทำให้การปฏิบัติตามแผนบรรลุวัตถุประสงค์สามารถพัฒนาได้เป็นอย่างดี
3. ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเกิดความภาคภูมิใจในองค์การร่วมกันเกิดความรักความร่วมใจกัน
4. เป็นการปรับปรุงการทำงานเป็นทีมและการปฏิบัติงานระหว่างแผนก
5. ทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใจการปฏิบัติงานตลอดจนจุดอ่อนและจุดแข็งขององค์การ
6. เป็นการปรับปรุงการติดต่อสื่อสาร การแก้ปัญหาและทักษะการบริหารความขัดแย้ง ลดความสูญเสีย หรือการเผชิญหน้าที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์การ
7. ช่วยพัฒนาบรรยากาศในการทำงาน ส่งเสริมให้เกิดความสร้างสรรค์ เปิดเผย จริงใจ
8. ช่วยทำให้องค์การสามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9. สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้าร่วมทำงานและรักษาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถไว้ในองค์การ
3. วิธีการเปลี่ยนแปลงองค์การเพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาสามารถทำได้อย่างไรบ้าง
· วิธีการปรับปรุงและพัฒนาองค์การ ทำได้ดังนี้
1. วิวัฒนาการ เป็นการปรับเปลี่ยนที่เป็นไปอย่างช้าๆ ตามปัจจัยที่กำกับอยู่ตามธรรมชาติ
2. ปฏิวัติ เป็นการเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคน
3. ปฏิรูป เป็นการปรับเปลี่ยนรูปร่างหรือโครงสร้าง โดยยังคงปรัชญาหรือเป้าหมายไว้อย่างเดิม
4. ปฏิสังขรณ์ เป็นการปรับเปลี่ยนในรูปของการแก้ไข ซ่อมแซม เมื่อเกิดการชำรุด เสียหาย
5. ปฏิโลม เป็นการปรับเปลี่ยนซึ่งบางครั้งเกิดขึ้นโดยไม่มีเป้าหมาย เหตุผล
6. การรื้อปรับระบบ เป็นแนวคิดใหม่ เป็นการร้อปรับระบบเดิมในส่วนที่เห็นว่าไม่ดี และจัดการสร้างระบบใหม่ที่ดีกว่าเดิม
4. ท่านคิดว่าสถานศึกษาของท่านมีการปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาในเรื่องใดบ้าง เพราะเหตุใด
· การปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาของสถานศึกษา ดังนี้
1. การเปลี่ยนแผนภูมิโครงสร้างการบริหารงาน
– เพื่อให้การบริหารงานสอดคล้องกับหน่วยงานการบังคับบัญชาระดับสูง
– เพื่อทำให้การปฏิบัติงาน ครอบคลุมทั้งโรงเรียนและทุกคน
– เพื่อเป็นการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
– เพื่อกำหนดคนให้เหมาะสมกับความสามารถ
2. การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา
– เพื่อสนองตอบความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน
– เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ
3. การกำหนดนโยบาย วิสัยทัศน์
– เพื่อเป็นการกำหนดแนวทางการดำเนินงานของโรงเรียนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
5. จงอธิบายความหมายของการรื้อปรับระบบ พร้อมยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
· การรื้อปรับระบบ หมายถึง เป็นการคิดในระดับพื้นฐานและการวางรูปแบบใหม่ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงให้ดีขึ้น
· ดังเช่น การปรับเปลี่ยนแผนภูมโครงสร้างบริหารงาน การปรับเปลี่ยนหลักสูตร เป็นต้น
6. กระบวนการรื้อปรับระบบตามแนวคิดของ แฮมเมอร์ (Hammer) ประกอบด้วยขั้นตอนอะไรบ้าง อธิบายแต่ละขั้นตอนโดยย่อ
· ขั้นตอนกระบวนการรื้อปรับระบบตามแนวคิดของ แฮมเมอร์ มีขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นระดมพลัง เป็นการกำหนดเป้าหมาย วางแผนการดำเนินงาน
2. ขั้นการวิเคราะห์ เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมเพื่อกำหนดเป้าหมายของระบบใหม่
3. ขั้นการออกแบบใหม่ เป็นการเตรียมการการออกแบบใหม่และทดสอบเพื่อหาคุณภาพ
4. ขั้นนำไปใช้ ทดลองใช้และพัฒนาเพื่อนพระบบใหม่มาใช้ทั้งหมด
7. เป้าหมายของการรื้อปรับระบบคืออะไร ท่านคิดว่าข้อใดสำคัญที่สุด เพราะเหตุใด
· เป้าหมายของการรื้อปรับระบบ คือ
1. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อนที่สิ้นเปลือง คล่องตัวและทำงานได้ดีขึ้น
2. เพื่อเพิ่มคุณภาพ เพื่อมุ่งสร้างระบบใหม่ที่มีผลให้คุณภาพดีขึ้น
· เป้าหมายทั้งสองข้อนี้มีความสำคัญเท่าเทียมกันเนื่องจากการรื้อปรับระบบเป็นการกระทำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคถุณภาพไปในเวลาเดียวกันนั่นเอง
8. สถานศึกษาสามารถนำวิธีการรื้อปรับระบบไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร และท่านคิดว่าอะไรคืออุปสรรคของการปฏิบัติ
· วิธีการนำการรื้อปรับระบบไปประยุกต์ใช้กับสถานศึกษา มีวิธการดังต่อไปนี้
1. การลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและจัดขั้นตอนใหม่โดยกำหนดหน้าที่ของคนที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน
2. การสร้างระบบการตรวจสอบ ประเมินผล เพื่อเป็นการประกันผลและแก้ไขได้ทันการ
3. การสร้างแรงจูงใจและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
4. การสร้างและเสริมความตั้งใจที่จะรับผิดชอบในงาน
· อุปสรรคของการปฏิบัติ
1. ความคิดหรือการกระทำที่มีอยู่เดิม
2. ความสามารถและทักษะใหม่สำหรับบุคลากรที่รับผิดชอบ
3. การจัดให้มีเครื่องมืออุปกรณ์หรือสำนักงานอัตโนมัติ
9. การเปลี่ยนแปลง (change) คืออะไร การเปลี่ยนแปลงที่ดีต้องมีลักษณะอย่างไร จงอธิบาย
· การเปลี่ยนแปลง (change) คือ การปรับแก้ความคิดหรือการกระทำที่มีอยู่เดิมเพื่อปรับขั้นตอนของงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์การได้
· ลักษณะของการเปลี่ยนแปลงที่ดี ควรมีลักษณะ ดังนี้
1. เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีการวางแผน
2. เป็นการเลี่ยนแปลงที่อยู่ในรูปของการพัฒนา การปฏิรูป การปรับรื้อระบบ การปฏิรังสรรค์
10. การปฏิรังสรรค์คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรการจัดการคุณภาพทั้งระบบ จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างมาพอเข้าใจ
· การปฏิรังสรรค์ คือ การเปลี่ยนแปลงทั้งปรัชญา ความเชื่อและวิธีการทำงาน และเป็นแนวทางในการควบคุมและประบปรุงงานอย่างต่อเนื่อง
· ความสำคัญต่อการจัดการคุณภาพทั้งระบบ คือหน่วยงานใดมีข้อมูลชัดเจนว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งปรัชญา ความเชื่อและวิธีการทำงาน หมายถึงต้องมีการปฏิรังสรรค์ นั่นคือโอกาสสำคัญของการนำเอาการจัดการคุณภาพทั้งระบบมาใช้
11. จงวิจารณ์การปฏิรังสรรค์การศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรและมาเลเซียในประเด็นต่อไปนี้
· การปฏิรังสรรค์การศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา
ก. ความจำเป็น
– การศึกษาเป็นการพัฒนาคนเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาประเทศซึ่งถือว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาอย่างเต็มที่
ข. ความเหมาะสม
– จากวัตถุประสงค์เพื่อพิ่มสัมฤทธิผลทางการเรียนของนักเรียนโดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปเสริกการเรียนการสอน โดยมีผู้รับประโยชน์มากมาย และผลที่ได้เป็นที่น่าพึงพอใจของผู้ลงทุน
ค. ข้อดี
– เป็นความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญที่เข้าไปให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดและทุกเรื่อง
– เป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปเสริมการเรียนการสอน
– มีผู้ได้รับประโยชน์เป็นจำนวนมาก
– สามารถเรียนรู้ได้ไม่มีขอบเขตจำกัด
– เป็นการแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
ข้อเสีย
– เป็นการลงทุนที่มีราคาสูงมาก
– ครู กับนักเรียนไม่มีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรง
– อาจเป็นเรื่องธุรกิจมากเกินไป
ง. ผลลัพธ์
– สัมฤทธิผลทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นอย่างชัดเจนตรงตามวัตถุประสงค์
– สามารถแก้ปัญหาร่วมกันระหว่างสถานศึกษา
· การปฏิรังสรรค์การศึกษาของสหราชอาณาจักร
ก. ความจำเป็น
– การศึกษาเป็นการพัฒนาคนเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาประเทศซึ่งถือว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาอย่างเต็มที่
ข. ความเหมาะสม
– เป็นโครงการเดียวกับการปฏิรังสรรค์การศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงมีสาระดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น
ค. ข้อดี
– เป็นการส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างครูแต่ละโรงเรียน
– เป็นการเพิ่มคุณภาพการเรียนรู้
– สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างไร้ขอบเขตจำกัด
ข้อเสีย
***
ง. ผลลัพธ์
– สามารถเพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งในด้านความจูงใจ ความเชื่อมั่น ความใส่ใจ และความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้อย่างไร้ขอบเขตจำกัด
· การปฏิรังสรรค์การศึกษาในประเทศมาเลเซีย
ก. ความจำเป็น
– การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญในการผลักดันประเทศซึ่งอยู่ในเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมธรรมดาให้เปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้
ข. ความเหมาะสม
– มีความเหมาะสมสำหรับประเทศมาเลเซียซึ่งมีศักยภาพเพียงพอที่จะดำเนินการให้โครงการประสบผลสำเร็จได้
ค. ข้อดี
– เป็นการจัดการศึกษาได้อย่างไม่มีขอบเขต เน้นการเรียนรู้อย่างอิสระตามศักยภาพของตนเอง
– นักเรียนสามารถใช้สื่อและวิธีการทำงานระดับระหว่างประเทศและระดับโลกได้แม้ว่าจะอยู่ในระดับมัธยมศึกษา
– เป็นการเพิ่มคุณค่าในทุนมนุษย์
ข้อเสีย
***
ง. ผลลัพธ์
– มีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้นักเรียนแม้จะอยู่ในระดับมัธยมศึกษาสามารถใช้สื่อและวิธีการทำงานระดับระหว่างประเทศและระดับโลกได้ ถือเป็นการเพิ่มคุณค่าในทุนมนุษย์ของมาเลเซียที่จะสามารถทำงาน เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจเป็นฐานความรู้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
12. ตามความเห็นของท่าน ขณะนี้ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องมีการปฏิรังสรรค์การศึกษาในสถาบันของตนเอง จงอภิปราย
· ควรมีการปฏิรังสรรค์ในโรงเรียนของข้าพเจ้า เนื่องจาก
1. เป็นการปรับเปลี่ยนนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ในการปฏิบัติงานเพื่อให้สอดรับกับนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ ของกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2. เพื่อให้การปฏิบัติงานดำเนินไปอย่างราบรื่น ลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่สำคัญ
3. เพื่อสนับสนุนบุคลากรให้ปฏิบัติงานได้ตรงตามความสามารถ
4. เพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนและท้องถิ่น ผู้ปกครองนักเรียนได้มีส่วนร่วมรับรู้การปฏิบัติงานของโรงเรียน และมีส่วนช่วยเหลือโรงเรียนอย่างแท้จริง
5. เพื่อให้การปฏิบัติงานของโรงเรียนสนองตอบความต้องการของผู้เรียน ชุมชนและท้องถิ่นอย่างแท้จริง
6. เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อผู้เรียนและตรงตามความต้องการต็มตามศักยภาพ
7. เพื่อเป็นการจัดปรับเปลี่ยนองค์การให้เกิดความสมดุลและเกิดแนวคิดแนวปฏิบัติใหม่ๆ เป็นการสร้างความกระตือรือร้นให้กับบุคลากรในองค์การ
…………………………………………………………………………
นางพวงเพชร ยัญญลักษณ์
รหัส 7 5 0 7 9 0 8 3
หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศีอยุธยา
Add a comment มิถุนายน 10, 2008
คำถามท้ายบทที่ 7 และ 8
คำถามท้ายบทที่ 7
การพัฒนาแผนกลยุทธ์และการขับเคลื่อน
1. คำว่ากลยุทธ์ ตามรูปศัพท์มีความหมายว่าอย่างไร และในปัจจุบันที่นำมาใช้ทางการบริหารหมายความว่าอย่างไร
· ความหมายตามรูปศัพท์ หมายถึงศิลปะในการวางแผนยุทธศาสตร์และการบัญชาการรบเพื่อเอาชนะศัตรู จุดหมายคือความต้องการพิชิตศัตรู
· ความหมายทางการบริหาร หมายถึงการนำองค์การโดยรวม (leading the total organization)
2. การวางแผนกลยุทธ์หมายถึงอะไร เพราะเหตุใดจึงต้องมีการวางแผนกลยุทธ์
· การวางแผนกลยุทธ์ หมายถึง วิธีการที่อาศัยข้อมูลสารสนเทศและความรู้ความชำนาญเพื่อกำหนดสิ่งที่จะดำเนินการในอนาคตให้ได้เปรียบคู่แข่งขันและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เป็นการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจร่วมกันอย่างมีระบบของผู้ที่เกี่ยวข้องภายใต้บริบทที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
· สาเหตุที่ต้องมีการวางแผนกลยุทธ์ มีดังนี้
– เพื่อเป็นการกำหนดกรอบทิศทางหรือแผนการดำเนินงานขององค์การ
– เป็นการตัดสินใจเพื่ออนาคตอย่างมีระบบภายใต้การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
– เพื่อให้สามารถบรรลุพันธกิจและจุดมุ่งหมาย
– เป็นการปรับตัวเชิงรุกเพื่ออนาคต
– เพื่อเป็นกรอบแนวทางการบริหารและจัดการให้เป็นไปตามเป้าหมาย
3. จงบอกขั้นตอนของการวางแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษาและอธิบายแต่ละขั้นตอนโดยย่อ
· ขั้นตอนของการวางแผนกลยุทธ์ แบ่งเป็น 5 ขั้น ดังนี้
ขั้นที่ 1 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อ (Environment analysis)
– สภาพแวดล้อมภายใน เป็นการวิเคราะห์จุดแข็ง และจุดอ่อน
– สภาพแวดล้อมภายนอก เป็นการวิเคราะห์โอกาส และภัยคุกคามหรืออุปสรรค
ขั้นที่ 2 การจัดวางทิศทางขององค์การ (Establishing organizational direction)
– โดยจะพิจารณาพันธกิจ หรือเหตุผลของการมีองค์การ วัตถุประสงค์และประโยชน์ที่จะได้รับจากองค์การ
ขั้นที่ 3 การกำหนดกลยุทธ์ (Strategic formulation)
– เป็นการพิจารณาเลือกลยุทธ์ที่เหมาะสมสามารถนำไปปฎิบัติได้จริงจากการวิเคราะห์ทางเลือกด้วยเทคนิคต่างๆ
ขั้นที่ 4 การปฏิบัติตามกลยุทธ์ (Strategic implementation)
– เป็นการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ให้ประสบผลสำเร็จ
ขั้นที่ 5 การควบคุมเชิงกลยุทธ์ (Strategic control)
– เป็นการกำกับติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานตามกลยุทธ์และเป้าหมายที่กำหนด
4. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมคืออะไร และมีความสำคัญต่อการวางแผนกลยุทธ์ของสถานศึกษาอย่างไร
· การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม หมายถึง การดำเนินการเพื่อที่จะทำให้ได้ทราบถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก และใช้เป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำไปใช้ในการกำหนดทิศทางและแผนกลยุทธ์ต่อไป
· ความสำคัญของการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่มีต่อการวางแผนกลยุทธ์ คือ เพื่อให้การกำหนดทิศทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกัน
5. จงอธิบายหลักการของเทคนิค SWOT เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของสถานศึกษา
· หลักการของเทคนิค SWOT เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของสถานศึกษา มีดังนี้
สภาพแวดล้อมภายนอก
– โอกาส หมายถึง องค์ประกอบหรือปัจจัยหลักที่เอื้ออำนวย หรือ สนับสนุนภารกิจให้ประสบผลสำเร็จ เช่น สภาพชุมชน วัฒนธรรม ประเพณี สังคม ชุมชนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประชากรมีรายได้สูง เป็นต้น
– อุปสรรคหรือข้อจำกัด หมายถึง องค์ประกอบหรือปัจจัยหลักที่เป็นอุปสรรคภัยคุกคาม หรือข้อจำกัดที่ส่งผลให้การดำเนินงานไม่ประสบผลสำเร็จ เช่น ปัญหายาเสพติด ความเป็นอยู่ที่ยากไร้ ปัญหาครอบครัว ภัยธรรมชาติ เป็นต้น
สภาพแดล้อมภายใน
– จุดแข็ง หมายถึง ปัจจัยหรือองค์ประกอบหลักที่เป็นข้อดีหรือข้อเด่น ที่ส่งผลให้การดำเนินการของสถานศึกษาได้รับผลผลิตในด้านดี เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยในเกณฑ์สูง ครูทุกคนมีความรู้ความสามารถตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ผู้บริหารมีภาวะผู้นำ เป็นต้น
– จุดอ่อน หมายถึงปัจจัยหรือองค์ประกอบหลักที่เป็นจุดอ่อน ส่งผลให้การดำเนินงานของโรงเรียนได้รับผลผลิตไม่คุ้มค่า เช่น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำมาก ครูมีคาบสอนมากเกินไป ขาดแคลนสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ เป็นต้น
6. จงอธิบายขั้นตอนของการวิเคราะห์สถานศึกษา พร้อมยกตัวอย่าง
· ขั้นตอนของการวิเคราะห์สถานศึกษา โดยใช้รูปแบบ SWOT Analysis ประกอบด้วย
1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน 2 ด้าน ได้แก่ จุดแข็งและจุดอ่อน
2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก 2 ด้าน ได้แก่ โอกาสและอุปสรรค
3. จากข้อ 1 และ 2 จะทำให้ทราบว่าปัจจัยใดส่งผลกระทบทั้งในด้านให้เกิดความสำเร็จ (+) และผลเสียหาย (-)มากหรือน้อยตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
4. สรุปภาพรวมของสถานศึกษาจาก 4 รูปแบบ ดังตัวอย่าง
· ถ้าสถานศึกษามีความเข้มแข็ง (+) และมีสภาพแวดล้อมภายนอกเอื้ออำนวย (+) การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า สถานศึกษามีความพร้อม มีความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสูงกลยุทธ์ในการทำงานจะมุ่งเน้นในเรื่องการเพิ่มหรือขยายหรือสร้างความเป็นเลิศในด้านต่างๆ ได้ง่าย
7. จงอธิบายความหมายของวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ และบอกถึงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
· วิสัยทัศน์ หมายถึง การมองภาพอนาคตของสถานศึกษาที่ได้มาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียช่วยกันกำหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการคิดและตัดสินใจร่วมกันว่า อยากให้สถานศึกษาเป็นอย่างไรในอนาคต (What to be?)
· พันธกิจ หมายถึง ข้อความที่บ่งบอกถึงหน้าที่หรือสิ่งที่ต้องกระทำ (What to do?) และทำแล้วต้องสำเร็จภายในเวลาที่กำหนดไว้ในวิสัยทัศน์
· เป้าประสงค์ หมายถึง ความคาดหวังสำคัญที่สถานศึกษาต้องการให้เกิดขึ้นโดยสอดรับกับพันธกิจและวิสัยทัศน์ซึ่งเน้นการตอบคำถามว่า ทำเพื่อใครและได้รับประโยชน์อย่างไร (For whom?)
– วิสัยทัศน์จะเป็นส่วนที่บอกถึงภาพในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ส่วนพันธกจก็คือหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อให้ถึงภาพอนาคตนั้นโดยมีเป้าประสงค์ที่สอดรับกับพันธกิจและวิสัยทัศน์หรือจุดมุ่งหมายว่าจะทำเพื่อใครนั่นเอง
8. ให้กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์ ของสถานศึกษามา 1 แห่ง
วิสัยทัศน์ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรม ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ดำรงตนอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ก้าวทันเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงในระดับสากลภายใน 3 ปี
พันธกิจ จัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีคุณธรรม ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีความสุขทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
เป้าประสงค์ นักเรียนโรงเรียนผักไห่ “สุทธาประมุข” สามรถดำรงตนอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข มีคุณธรรม ดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกเมื่อจบหลักสูตรช่วงชั้น
9. จงเปรียบเทียบวิสัยทัศน์และพันธกิจที่ท่านกำหนดขึ้น กับสถานศึกษาที่มีอยู่แล้วมีความแตกต่าง เหมาะสม และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด
วิสัยทัศน์ มุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญาตามแนววิถีพุทธ ดำรงตนอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
พันธกิจ ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาผู้เรียนให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา และยึด
นักเรียนเป็นสำคัญ
เป้าประสงค์ ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาและยึดหลักไตรสิกขาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต
· การเปรียบเทียบระหว่างข้อ 8 กับข้อ 9
ความเหมาะสม การที่จะกำหนดว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างใดนั้นขึ้นอยู่กับบริบทของ
แต่ละสถานศึกษา ในแต่ละสถานการณ์ ความต้องการของชุมชนหรือ
ปัจจัยอื่นๆ ที่จะเป็นตัวกำหนด
ความแตกต่าง ในข้อ 8 เน้นในเรื่องความมีคุณธรรม การดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และการทันโลกทันต่อการเปลี่ยนแปลง
ในข้อ 9 เน้นความเป็นคนดี มีปัญญาตามแนวทางวิถีพุทธ เน้นการใช้
หลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิและปัญญา
สู่การปฏิบัติ ทั้งสองข้อสามารถใช้เป็นกรอบแนวทางอย่างชัดเจนในการสร้างกลยุทธ์
เพื่อการนำไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ได้โดยง่าย
—————————————————————-
คำถามท้ายบทที่ 8
การจัดองค์การเพื่อการจัดการคุณภาพ
1. เพราะเหตุใดจึงต้องจัดให้มีองค์การประกันคุณภาพการศึกษาภายนอก
มีองค์การสำคัญอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาของท่าน
· สาเหตุที่ต้องจัดให้มีองค์การประกันคุณภาพการศึกษาภายนอก มีดังต่อไปนี้
1. เพื่อพัฒนาเกณฑ์ วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก
2. เพื่อทำการประเมินผลการจัดการศึกษา
3. เพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา
· องค์การสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษามีดังต่อไปนี้
1. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดูแลสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
2. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดูแลสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา
3. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดูแลสถานศึกษาด้านอาชีวศึกษา
2. การจัดการคุณภาพมีหลักการสำคัญอะไรบ้าง จงระบุมา 3 ประการ พร้อมอธิบาย
· หลักการสำคัญของการจัดการคุณภาพ มีดังต่อไปนี้
1. การเน้นหรือการให้ความสำคัญกับผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้องกับผู้เรียนเป็นอันดับแรก ซึ่งหมายถึงการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนั่นเอง
2. การเน้นที่กระบวนการทำงานให้ทำอย่างมีขั้นตอน เป็นการทำงานที่ออกแบบวิธีการทำงานอย่างรอบคอบและดำเนินการด้วยความพอใจของผู้ปฏิบัติ ประหยัดทรัพยากรและเวลา
3. การตัดสินใจทุกอย่าง ทุกระดับต้องอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริง ไม่ใช้สามัญสำนึกหรืออารมณ์ รวมถึงการเน้นความสัมพันธ์กันเป็นเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกองค์การหรือการทำงานแบบมีส่วนร่วมและการทำงานเป็นทีม
3. ขั้นตอนสำคัญ ๆ ในการดำเนินการเป็นองค์การจัดการคุณภาพทั้งระบบมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
· ขั้นตอนสำคัญในการดำเนินการเป็นองค์การจัดการคุณภาพทั้งระบบ มีดังนี้
ขั้นที่ 1 ขั้นเริ่มต้น ซึ่งแต่ละองค์การอาจไม่เหมือนกัน ถือเป็นระยะเตรียมการหมายถึงเป็นขั้นการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการคุณภาพให้เข้าใจอย่างชัดเจน มีการเตรียมการเกี่ยวกับข้อมูลระบบงานทั้งหมดของสถานศึกษา
· ขั้นที่ 2 ขั้นควบคุมคุณภาพ เป็นขั้นตอนที่สำคัญในเรื่องการประเมินผลเพื่อให้ได้ข้อมูลมาเพื่อการตัดสินใจ และนำมาพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นฐานเพื่อการก้าวต่อไปในการเป็นองค์การคุณภาพ ขั้นตอนนี้จะเน้นทีมงานและบทบาทในเรื่องของการประเมิน เน้นการประเมินปัจจุบันเพื่อการแก้ไขข้อบกพร่องในอดีตมากกว่าการป้องกัน
· ขั้นที่ 3 ขั้นการประกันคุณภาพ เป็นขั้นที่พร้อมจะรับการตรวจประเมินทั้งภายในและภายนอกระดับหนึ่ง จะมีทีมงานที่ทำหน้าที่ประสานให้เกิดการส่งผลย้อนกลับเพื่อการเปลี่ยนแปลงพัฒนาโดยตรงและประสานเพื่อสร้างระบบงานให้เข้มแข็ง เป็นระยะเวลาต่อเนื่องระหว่างการแก้ไขอดีตกับการป้องกันอนาคต
· ขั้นที่ 4 ขั้นการจัดการคุณภาพทั้งระบบ เป็นขั้นที่ระบบงานพัฒนาเป็นการจัดการคุณภาพ พร้อมจะแข่งขันเพื่อสร้างความเป็นเลิศ เป็นขั้นที่ระบบงานพัฒนามาเป็นการป้องกันความบกพร่องอนาคตมากกว่าการแก้ไข
4. ในการสร้างระบบคุณภาพ มีสิ่งสำคัญอะไรบ้างที่ต้องดำเนินการ จงยกตัวอย่างมา 3 ประการ พร้อมคำอธิบาย
· สิ่งสำคัญในการสร้างระบบคุณภาพงาน 5 ประการ คือ
1. ระบบงาน เพื่อทำให้ทุกคนทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและสอดประสานกับบุคคลอื่นเป็น
ทีมงาน
2. ความรับผิดชอบเชิงการจัดการ เกี่ยวข้อกับผู้นำ หรือผู้อำนวยการที่มีความสำคัญที่สุดต่อ
ระบบคุณภาพ ควรมีลักษณะผู้นำที่เป็นผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงและผู้นำเพื่อการแลกเปลี่ยนอยู่ในคนคนเดียวกัน
3. การจัดการทรัพยากร ถือเป็นเรื่อสำคัญเพราะเป็นเรื่องของต้นทุนที่ส่งผลต่อความสำเร็จ
ประกอบด้วย 1) ทรัพยากรบุคคลและการจัดการความรู้ 2) โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการทำงาน 3) บรรยากาศและสิ่งแวดล้อม 4) การเงิน 5) ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีการสื่อสาร
4. การทำความเข้าใจเรื่องผลผลิต ผลผลิตทางการศึกษาที่สำคัญ คือ การจบการศึกษาของ
นักเรียน หมายถึง ปริมาณผู้จบและคุณภาพผู้จบ
5. การติดตามประเมินผล เป็นการดำเนินการให้ได้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจโดยเฉพาะข้อมูลที่
บ่งบอกถึงผลผลิต ทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ รวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นและสาเหตุ เพื่อที่จะส่งผลย้อนกลับไปแก้ปัญหาที่สาเหตุโดยเฉพาะสาเหตุจากกระบวนการและทรัพยากร
5. การจัดการทรัพยากรที่เป็นเคล็ดลับสำคัญในความสำเร็จในการจัดการคุณภาพ ท่านเห็นว่าเรื่อใดสำคัญที่สุด จงยกตัวอย่างมา 3 ประการ พร้อมคำอธิบาย
การจัดการทรัพยากรที่เห็นว่าสำคัญที่สุด คือ ทรัพยากรบุคคลและการจัดการความรู้ ดังตัวอย่าง
1. แผนอัตรากำลังที่พอเหมาะพอดีและมีคุณภาพสูงครบ 8 สาระการเรียนรู้ รวมทั้งบุคลากร
สนับสนุนมากพอ
2. มีการจัดการศึกษาอบรมเพิ่มสมรรถภาพและเพิ่มวุฒิอย่างต่อเนื่อง มีการจัดการความรู้
การแสวงหาความรู้ การอบรมพัฒนา การเก็บรักษา การใช้ประโยชน์ และสถานศึกษาเป็นศูนย์กลาง แหล่งความรู้ใหัชุมชนอีด้วย
3. มีการจัดสวัสดิการ สวัสดิภาพและปูนบำเหน็จความชอบอย่างเป็นธรรม
6. ผลผลิตทางการศึกษาคืออะไร ควรมีลักษณะอย่างไร จงอธิบาย
· ผลผลิตทางการศึกษา คือ การจบการศึกษาของนักเรียน หมายถึงปริมาณและคุณภาพผู้จบ
· มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
1. ปริมาณผู้จบการศึกษา นักเรียนที่เข้าเรียนสามารถจบการศึกษาก่อนหรือในเวลาของ
หลักสูตร
2. คุณภาพผู้จบการศึกษา นักเรียนมีผลการเรียนตามระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการวัดผล
การศึกษาของสถานศึกษา
7. การติดตามประเมินผลคืออะไร มีความสำคัญอย่างไรต่องานจัดการคุณภาพ จงอธิบาย
การติดตามประเมินผล หมายถึงการดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจ โดยเฉพาะข้อมูลที่บ่งบอกถึงผลผลิตทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ พร้อมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นและสาเหตุ
ความสำคัญของการติดตามประเมินผลที่มีต่องานจัดการคุณภาพ คือเพื่อเป็นการส่งผลย้อนกลับไปแก้ปัญหาที่สาเหตุโดยเฉพาะสาเหตุจากกระบวนการและทรัพยากร
8. นอกเหนือจากขั้นตอนการพัฒนาเข้าสู่การเป็นองค์การจัดการคุณภาพทั้งระบบที่กล่าวมาแล้ว ท่านคิดว่าขั้นตอนการปฏิบัติที่ค่อนข้างละเอียดในการเป็นองค์การจัดการคุณภาพทั้งระบบควรมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
· ขั้นตอนการปฏิบัติในการเป็นองค์การจัดการคุณภาพทั้งระบบ ควรมีองค์ประกอบอื่น ดังนี้
1. ผู้นำต้องมีภาวะผู้นำที่เหมาะสม
2. ทุกคนในองค์การร่วมมือร่วมใจกันทำงาน ทำหน้าที่อย่างเต็มใจตามศักยภาพ
3. มีการวางแผนงานและมีการทำงานเป็นระบบ
4. มีการประเมินผลภายใน อย่างต่อเนื่อง
—————————————————————-
นางพวงเพชร ยัญญลักษณ์
รหัส 7 5 0 7 9 0 8 3
หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
Add a comment มิถุนายน 10, 2008
คำถามท้ายบทที่ 6
คำถามท้ายบทที่ 6
1. มาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานแบ่งออกเป็นกี่ด้าน และมีกี่มาตรฐานและตัวบ่งชี้ ใช้มาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอกในรอบแรกกี่มาตรฐาน
· มาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานแบ่งออกเป็น 3 ด้าน 1) มาตรฐานด้านผู้เรียน 2) มาตรฐานด้านครู 3) มาตรฐานด้านผู้บริหาร
ประกอบด้วย 14 มาตรฐาน 60 ตัวบ่งชี้
1) มาตรฐานด้านผู้เรียน 7 มาตรฐาน 32 ตัวบ่งชี้
2) มาตรฐานด้านครู 2 มาตรฐาน 13 ตัวบ่งชี้
3) มาตรฐานด้านผู้บริหาร 5 มาตรฐาน 15 ตัวบ่งชี้
· ใช้มาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอกในรอบแรก 14 มาตรฐาน 53 ตัวบ่งชี้
2. การประกันคุณภาพการศึกษามีกี่ระบบ อะไรบ้าง
· การประกันคุณภาพการศึกษามี 2 ระบบดังนี้
1) ระบบการประกันคุณภาพภายใน
2) ระบบการประกันคุณภาพภายนอก
3. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับอะไรบ้าง
· วัตถุประสงค์ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา เพื่อดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้
– พัฒนาเกณฑ์และวิธีการประเมินคุณภาพภายนอก
– ทำการประเมินผลการจัดการศึกษาเพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา อย่างน้อย 1 ครั้งในทุก 5 ปี
– จัดทำรายงานการประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาประจำปี
4. สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องเตรียมการอย่างไรเพื่อรองรับการประเมินภายนอกจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)
· การเตรียมการเพื่อรองรับการประเมินภายนอกจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ปฏิบัติดังนี้
– จัดเตรียมเอกสาร หลักฐานที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับสถานศึกษา
– เตรียมการให้บุคลากร คณะกรรมการของสถานศึกษา รวมทั้งผู้ปกครองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานศึกษาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจของสถานศึกษา
5. มาตรฐานการศึกษาของชาติมีมาตรฐานและตัวบ่งชี้อะไรบ้าง
· มาตรฐานการศึกษาของชาติมี 3 มาตรฐาน 11 ตัวบ่งชี้ ดังนี้
มาตรฐานที่ 1 คุณลักษณะของคนไทยที่พึงประสงค์ ทั้งในฐานะพลเมืองและพลโลก คนไทยเป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข
ตัวบ่งชี้ 1.1 กำลังกาย กำลังใจที่สมบูรณ์
1.2 ความรู้และทักษะที่จำเป็นและเพียงพอในการดำรงชีวิตและการพัฒนาสังคม
1.3 ทักษะการเรียนรู้และการปรับตัว
1.4 ทักษะทางสังคม
1.5 คุณธรรม จิตสาธารณะ และจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย และพลโลก
มาตรฐานที่ 2 แนวการจัดการศึกษา
ตัวบ่งชี้ 2.1 การจัดหลักสูตรการเรียนรู้และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ
2.2 มีการพัฒนาผู้บริหาร ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา อย่างเป็นระบบและมีคุณภาพ
2.3 มีการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
มาตรฐานที่ 3 แนวการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ /สังคมแห่งความรู้ การสร้างวิถีการเรียนรู้ และแหล่งการเรียนรู้ให้เข้มแข็ง
ตัวบ่งชี้ 3.1 การบริการวิชาการและสร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับชุมชนให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ / สังคมแห่งความรู้
3.2 การศึกษาวิจัย สร้างเสริม สนับสนุนแหล่งการเรียนรู้และกลไกการเรียนรู้
3.3 การสร้างและการจัดหาความรู้ในทุกระดับ ทุกมิติของสังคม
6. ความสำเร็จของการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
· ความสำเร็จของการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้
– บุคคล ได้แก่ ผู้เรียน ครู คณาจารย์ ผู้บริหาร ผู้ปกครองและสมาชิกชุมชน
– การบริหาร ได้แก่ หลักการบริหารจัดการและหลักธรรมาภิบาล
7. การพัฒนาผู้บริหาร ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบและมีคุณภาพควรดำเนินการอย่างไรบ้าง
· การวางแผน (กำลังคน การสรรหา การคัดเลือก การมอบหมายงาน)
· การให้การพัฒนาและฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง
· การให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการ
· การประเมินผลการทำงานตามมาตรฐาน
· การยกย่องให้รางวัล
8. กระทรวงศึกษาธิการกำหนดมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประกันคุณภาพภายในไว้กี่ด้าน อะไรบ้าง
· มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประกันคุณภาพภายใน กำหนดไว้ 4 ด้าน ดังนี้
– มาตรฐานด้านคุณภาพผู้เรียน
– มาตรฐานด้านการเรียนการสอน
– มาตรฐานด้านการบริหารและการจัดการศึกษา
– มาตรฐานด้านการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้
9. กระทรวงศึกษาธิการกำหนดมาตรฐานการศึกษาปฐมวัยไว้กี่ด้าน แต่ละด้านมีกี่มาตรฐาน
· มาตรฐานการศึกษาปฐมวัย 4 ด้าน ดังนี้
– มาตรฐานด้านคุณภาพเด็ก 8 มาตรฐาน
– มาตรฐานด้านการจัดการเรียนรู้ 2 มาตรฐาน
– มาตรฐานด้านการบริหารและการจัดการศึกษา 6 มาตรฐาน
– มาตรฐานด้านการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ 2 มาตรฐาน
10. มาตรฐานการศึกษาปฐมวัยต้องการให้เด็กมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์มีตัวชี้วัดอะไรบ้าง
· มาตรฐานการศึกษาปฐมวัยต้องการให้เด็กมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ มีตัวชี้วัด 6 ข้อ ดังนี้
– มีวินัย มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน
– มีความซื่อสัตย์สุจริต
– มีความกตัญญูกตเวที
– มีเมตตากรุณา มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น
– ประหยัด รู้จักใช้และรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
– มีมารยาทและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทย
11. มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานและมาตรฐานการศึกษาปฐมวัยมีความแตกต่างกันในมาตรฐานใดบ้าง
ความแตกต่างระหว่างมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานและมาตรฐานการศึกษาปฐมวัย
|
มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน |
มาตรฐานการศึกษาปฐมวัย |
มาตรฐานด้านคุณภาพผู้เรียนมาตรฐานที่ 3 ผู้เรียนมีทักษะในการทำงาน รักการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้และมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต มาตรฐานที่ 4 ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์ มาตรฐานที่ 5 ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร มาตรฐานที่ 6 ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง |
มาตรฐานด้านคุณภาพเด็กมาตรฐานที่ 3 เด็กสามารถทำงานจนสำเร็จ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และมีความรูสึกที่ดีต่ออาชีพสุจริต มาตรฐานที่ 4 เด็กสามารถคิดรวบยอด คิดแก้ปัญหา และคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มาตรฐานที่ 5 เด็กมีความรู้และทักษะเบื้องต้น มาตรฐานที่ 6 เด็กมีความสนใจใฝ่รู้ รักการอ่าน และพัฒนาตนเอง
|
12. จากสาระของหน่วยการเรียนรู้นี้ ขอให้ศึกษา มาตรฐาน ตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ที่สถานศึกษาของตนเกี่ยวข้อง แล้วนำมาพิจารณาว่าสถานศึกษาในขณะนี้มีปัญหาในมาตรฐานอะไร และขอให้นำมาอภิปรายหาสาเหตุและแนวทางแก้ไข
· มาตรฐานที่ 5 ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร 5 ตัวบ่งชี้
1. มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยตามเกณฑ์ ซึ่งเกณฑ์กำหนดไว้ว่าผู้เรียนต้องมีระดับผลการเรียนตั้งแต่ 3- 4 ในแต่ละรายวิชาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 พบว่าผู้เรียนในโรงเรียนมีผลการเรียนโดยรวมต่ำกว่าเกณฑ์ โรงเรียนเร่งพัฒนามาโดยตลอดด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น การสอนเสริมพิเศษ การพัฒนานักเรียนที่มีผลการเรียนตั้งแต่ 2-2.5 ปรับปรุงวิธีการประเมิน การให้รางวัล เป็นต้น
2. มีผลการทดสอบรวบยอดระดับชาติเฉลี่ยตามเกณฑ์ พบว่าผู้เรียนมีผลการทดสอบรวบยอดระดับชาติต่ำกว่าเกณฑ์บางกลุ่มสาระฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มสาระคณิตศาสตร์และกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ การแก้ปัญหาของทางโรงเรียนด้วยวิธีการจัดสอนเสริม จัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากชนชาติเจ้าของภาษา สนับสนุนการเข้าประกวดแข่งขัน จัดหาสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจูงใจให้ผู้เรียนสนใจศึกษา การศึกษาด้วยตนเอง เป็นต้น
3. สามารถสื่อความคิดผ่านการพูด เขียนหรือนำเสนอด้วยวิธีการต่างๆ สำหรับตัวบ่งชี้นี้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการสนับสนุนของโรงเรียนเรื่องการประกวดแข่งขัน การฝึกให้ผู้เรียนกล้าแสดงออกด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การปฏิบัติหน้าที่พิธีกร การร้องเพลง การอภิปรายหน้าชั้น การพูดหน้าเสาธง การกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ เป็นต้น
4. สามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ด้วยเหตุผลและการปฏิบัติลักษณะเดียวกับตัวบ่งชี้ข้อ 3 รวมถึงการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากชนชาติเจ้าของภาษา
5. สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ สำหรับตัวบ่งชี้นี้ผู้เรียนร้อยละ 100 สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์พื้นฐานในการสืบค้นความรู้ได้เป็นอย่างดี
—————————————————————–
นางพวงเพชร ยัญญลักษณ์
รหัส 7 5 0 7 9 0 8 3
หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
Add a comment มิถุนายน 10, 2008
คำถามท้ายบทที่ 5
คำถามท้ายบทที่ 5
1. ตามความหมายของนโยบายที่ คูบา ระบุไว้ทั้ง 8 ความหมาย ท่านเห็นว่าความหมายใดสำคัญที่สุด เพราะอะไร
· ข้อที่ 3 แนวทางการตัดสินใจ เนื่องจากสามารถนำรายละเอียดที่ช่วยให้เกิดความชัดเจนในการนำความคิดสู่การปฏิบัติให้ได้บรรลุผลตามที่ต้องการ
2. นโยบายมีหลายความหมายก็จริง แต่โดยสรุป คือ กรอบความคิดเกี่ยวกับอะไร จงอธิบาย
· นโยบายคือกรอบความคิดเกี่ยวกับทิศทางและแนวดำเนินการขององค์กรที่ช่วยให้เกิดความชัดเจนในการนำความคิดสู่การปฏิบัติ
3. ในกระบวนความสำคัญของนโยบายทั้งหมด ท่านเห็นว่าข้อใดสำคัญที่สุด เพราะอะไร จงอธิบาย
· ข้อที่ 2 สำคัญต่อบุคลากรทุกระดับชั้น ช่วยให้ทำกิจกรรมได้อย่างมีทิศทางร่วมกันทำงานเป็นหมู่คณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นระดับการปฏิบัติจริงและมีความเชื่อว่าการดำเนินกิจกรรมใดๆ ถ้าทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการรับรู้ มีทิศทางเดียวกัน สามารถทำงานร่วมกันได้ ผลงานหรือผลสำเร็จจะมีคุณภาพตามต้องการ เกิดประโยชน์สูงสุดและความภาคภูมิใจกับผู้ปฏิบัติทุกคน
4. นโยบายประเภทใด สำคัญที่สุด เพราะอะไร จงอธิบาย
· นโยบายเฉพาะ จัดเป็นนโยบายที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นนโยบายที่มีความชัดเจน เป็นการนำนโยบายพื้นฐานและนโยบายทั่วไปมาสู่การปฏิบัตินั่นเอง
5. นโยบายที่อยู่ในสถานะใดที่ส่งผลต่อการปฏิบัติมากที่สุด เพราะอะไร จงอธิบาย
· นโยบายที่อยู่ในสถานะที่เป็นการวางแผน ถือว่าส่งผลต่อการปฏิบัติมากที่สุด เนื่องจากจัดเป็นสถานะหลักเบื้องต้นเพื่อให้ได้กรอบความคิดหรือกรอบของการปฏิบัติเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานต่อไป
6. นโยบายตามมาตราใดของรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย จงยกตัวอย่างมาหนึ่งมาตรา และแสดงแนวทางในการสนองนโยบายมาพอเข้าใจ
· มาตรา 43 กล่าวว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย การจัดการศึกษาอบรมของรัฐ ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน………
· แนวทางในการสนองนโยบายตามมาตรา 43 ดังนี้ 1) กำหนดให้โรงเรียนจัดการศึกษาให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีอย่างมีคุณภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 2) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่โดยมีนโยบายเครือข่ายผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา การระดมทรัพยากร การใช้ภูมิปัญญา และแหล่งเรียนรู้ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนสู่ชุมชน เป็นต้น
7. ท่านมีแนวทางดำเนินงานตามมาตรา 43 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 อย่างไร จงอธิบายเป็นข้อๆ
· จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างทั่วถึง
· การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนอยู่บนความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา
· ผู้ปกครองทราบข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ
· ผู้ปกครอง ชุมชน ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา (การระดมทรัพยากร การให้ความรู้ เครือข่ายเฝ้าระวัง การแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ฯลฯ)
8. สาระหลักของนโยบายคืออะไร จงอธิบาย
· สาระหลักของนโยบาย คือหน้าที่ขององค์กรซึ่งเกี่ยวข้องกับจุดหมายทั้งเชิงปริมาณและคุณภา แนวทางการดำเนินการ รวมถึงรายละเอียดอื่นๆ ที่จะทำให้การดำเนินการบรรลุเป้าประสงค์ขององค์กรที่วางไว้ร่วมกัน
9. จงเขียนนโยบายมา 1 นโยบายพร้อมอธิบายว่าทำไมจึงกำหนดเช่นนั้น
· จะเร่งรัดพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 และ 6 ใน 5 กลุ่มสาระหลักให้สูงขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 5 ด้วยการสอนเสริมพิเศษโดยครูที่มีคุณภาพในระยะเวลา 3 ปี
· เนื่องจากผลการทดสอบระดับชาติของช่วงชั้น 3 และ 4 ของโรงเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ทำให้อัตราการเรียนต่อของนักเรียนไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้
10. มีปัจจัยเพื่อการกำหนดนโยบายอะไรบ้าง ถ้าขาดปัจจัยแต่ละด้านจะทำให้เกิดผลเสียอะไร จงอธิบาย
· ปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์และคุณภาพขององค์กรเป็นสำคัญ เป็นการกำหนดนโยบาย วิธีการ ข้อมูล (ปัญหา ความต้องการ) ซึ่งถ้าขาดปัจจัยนี้จะทำให้องค์กรไม่มีแนวทาง วิธีการดำเนินเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้นั่นเอง
· ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม หรือบริบท เป็นปัจจัยด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเสมือนปัจจัยที่มาสนับสนุนและยังมีความสำคัญอีกเช่นกัน ซึ่งถ้าขาดไปก็อาจทำให้ปริมาณและคุณภาพในการดำเนินการลดลงหรือไม่บรรลุเป้าประสงค์
11. มีขั้นตอนในการกำหนดและการนำนโยบายไปใช้อะไรบ้าง จงอธิบาย
· ขั้นตอนในการกำหนดนโยบาย มี 4 ขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นการวิจัยนโยบาย เป็นการกำหนดนโยบายอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนชัดเจน ถูกต้อง ให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
2. ขั้นการพัฒนานโยบาย เป็นขั้นตอนที่นำข้อมูล มาพัฒนาเป็นนโยบายใช้ประโยชน์ต่อไป โดยมีกระบวนการดังต่อไปนี้
– ยกร่างนโยบายโดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้รู้
– ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจัดประชุมปฏิบัติการเพื่อพิจารณาร่าง
– ปรับปรุงร่างนโยบาย
– นำเสนอผู้มีอำนาจเพื่อรับหลักการ
– จัดทำโครงสร้างและรายละเอียดมาตรการหรือกลยุทธ์
– มอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบนำนโยบายไปใช้
3. ขั้นการใช้นโยบาย เป็นขั้นตอนการดำเนินการเพื่อนำกรอบความคิดไปสู่การปฏิบัติ
4. ขั้นการประเมินผลนโยบาย เป็นการประเมินผลงาน เพื่อพิจารณาว่าการดำเนินการเป็นไปตามนโยบาย ซึ่งจะมีการประเมินทั้งก่อน ระหว่าง และหลัง การใช้แผนดำเนินการ เพื่อให้แผนและองค์กรอยู่ในความควบคุมตลอดเวลา
12. จงอ่านงานวิจัยการศึกษามา 1 เรื่องและทดลองกำหนดนโยบายโดยใช้ข้อมูลนั้นพร้อมอธิบายว่าทำไมจึงกำหนดเช่นนั้น
· งานวิจัยเรื่องการพัฒนาสมรรถนะเพื่อเพิ่มประสิทธิผลขององค์กรข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ของนายสุรวุฒิ ยัญญลักษณ์ จากวารสารวิทยาจารย์ ปีที่ 106 ฉบับที่ 8 เดือนมิถุนายน 2550 หน้า 83-87
· พัฒนาระบบการบริหารบุคคลแนวใหม่ ด้วยการนำแนวคิด Competency Based Development ภายในระยะเวลา 3 ปี
– เพื่อเป็นการพัฒนาแนวทางการบริหารงานบุคคลแนวใหม่เชิงกลยุทธ์ด้วยการพัฒนาบนพื้นฐานของระบบสมรรถนะ
– เพื่อให้บุคลากรเกิดการพัฒนาตามทิศทางและเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนด
13. จงอภิปรายประเด็นต่อไปนี้
– การกำหนดนโยบายรายวัน
· นโยบาย คือการกำหนดกรอบแนวทางในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งหมายถึงการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินงานหรือกิจกรรมนั้นๆ แต่ถ้ามีการกำหนดนโยบายรายวันตามมาด้วยจะทำให้เกิดทั้งส่วนดีและส่วนเสียได้
ข้อดี น่าจะกล่าวได้ว่าเป็นการเน้นย้ำ เพิ่มความมั่นใจว่าจะไม่เกิดข้อผิดพลาดได้ หรืออาจทำให้งานบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่าที่กำหนดได้
ข้อเสีย เป็นการซ้ำซ้อน มีการเปลี่ยนแปลงและอาจทำให้การดำเนินงานล่าช้า ใช้เวลาในการดำเนินงานมากเกินไป มีผลต่อเนื่องในเรื่องงบประมาณเกินกว่าที่กำหนดไว้
– ความสับสนของนโยบาย
· นโยบาย คือการกำหนดกรอบแนวทางในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย แต่ถ้านโยบายนั้นขาดความชัดเจน ไม่เป็นระบบจะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างราบรื่น เกิดความสับสน การดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายจะเป็นเรื่องยุ่งยากที่เกิดขึ้น
– การขัดกันของนโยบาย
· นโยบาย คือการกำหนดกรอบแนวทางในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย ถ้านโยบายที่กำหนดขึ้นมีความสับสนไม่เป็นลำดับขั้นตอน ไม่ชัดเจน ขาดปัจจัยที่สำคัญๆ ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติไม่สามารถดำเนินการได้และไม่เกิดผลตามที่ต้องการ
– การขัดนโยบาย
· นโยบาย คือการกำหนดกรอบแนวทางในการปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย ถือเป็นข้อปฏิบัติที่ทุกฝ่าย ทุกคนในองค์กรรู้และต้องปฏิบัติร่วมกัน เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ถ้าบุคคลใด บุคคลหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งหมายถึงการขัดนโยบายอาจส่งผลให้เกิดความล้มเหลว เสียหายในองค์กรนั้นๆ ได้
————————————————————–
นางพวงเพชร ยัญญลักษณ์
รหัส 7 5 0 7 9 0 8 3
หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา
Add a comment มิถุนายน 10, 2008
คำถามท้ายบทที่ 3 และ 4
คำถามท้ายบทที่ 3
1. การจัดโครงสร้างสถานศึกษาของท่าน สามารถสนองตอบวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดโครงสร้างองค์การ ดังนี้
– สำหรับโครงสร้าง โรงเรียนผักไห่ “สุทธาประมุขประกอบด้วยฝ่ายต่าง ๆ 5 ฝ่าย คือ
1) ฝายบริหารวิชาการ 2) ฝ่ายบริหารกิจการนักเรียน 3) ฝ่ายบริหารทั่วไป 4) ฝ่ายบริหารงาน
บุคคล และ 5) ฝ่ายบริหารงบประมาณ แต่ละฝ่ายขึ้นตรงต่อรองผู้อำนวยการโรงเรียนและ
ผู้อำนวยการโรงเรียน ตามลำดับ โดยมีคะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สมาคมนักเรียนเก่า
สุทธาประมุข และสมาคมผู้ปกครองและครู เป็นที่ปรึกษา
– โครงสร้างองค์การของโรงเรียนผักไห่ “สุทธาประมุข” นั้นแสดงการจัดลำดับความสำคัญ
ของตำแหน่งที่ชัดเจน มีขอบข่ายงานรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการภายในโรงเรียน และยังมีการอธิบายขอบข่ายหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างเป็นระบบ ความชัดเจนของงานแต่ละงานด้วยเอกสารคู่มือการปฏิบัติงานโรงเรียนผักไห่ “สุทธาประมุข” ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงถึงการสนองตอบวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดโครงสร้างขององค์การและเอื้อต่อการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพของโรงเรียน
2. การจัดโครงสร้างองค์การตามแนวคิดของการบริหารแบบดั้งเดิม กับ การบริหารในยุคปัจจุบันมีความแตกต่างกัน ดังนี้
|
โครงสร้างองค์การการบริหารแบบดั้งเดิม |
โครงสร้างองค์การการบริหารในยุคปัจจุบัน |
|
1. มีการกำหนดตำแหน่ง อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างชัดเจน 2. มีระบบงานที่เป็นระเบียบและชัดเจน ปฏิบัติงานง่าย 3. มีการแบ่งงานตามความถนัด ปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว 4. อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคลและความต้องการขององค์การ 5. ผู้ปฏิบัติงานขาดความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญในงานด้านอื่นๆ |
1. ลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่ไม่สำคัญในการปฏิบัติงาน 2. มีความยืดหยุ่น เป็นทางการน้อย ไม่มีแบบแผนตายตัว 3. สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ 4. ลดความซ้ำซ้อนและล่าช้าในการปฏิบัติงาน 5. ผู้ปฏิบัติงานร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาเป็นการสร้างความพอใจในงานเนื่องจากมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ 6. ใช้วิธีการแบบประชาธิปไตย 7. อาจก่อให้เกิดความไม่ชัดเจน สับสนและเกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน 8. สร้างความขัดแย้งในผลประโยชน์ระหว่างกลุ่ม 9. ไม่เหมาะสมกับงานที่ต้องมีการติดตามตรวจสอบ |
3. การจัดโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ กับ โครงสร้างของเขตพื้นที่การศึกษาแตกต่างกัน ดังนี้
โครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ |
โครงสร้างของเขตพื้นที่การศึกษา |
|
ประกอบด้วยองค์กรหลัก 4 องค์กรในรูปคณะกรรมการ คือ สภาการศึกษา คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการอาชีวศึกษา และคณะกรรมการอุดมศึกษา และรวมทั้งสำนักงานรัฐมนตรีและ สำนักงานปลัดกระทรวงเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
|
เป็นส่วนราชการที่สังกัดราชการบริหารส่วนกลางและในเขตพื้นที่การศึกษาแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ คือ 1. กลุ่มอำนวยการ 2. กลุ่มนโยบายและแผน 3. กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา 4. กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผล 5. กลุ่มส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา และ 6. กลุ่มบริหารงานบุคคล โดยมีขอบข่ายความรับผิดชอบอย่างเป็นระบบชัดเจน |
4. จงวิเคราะห์และเปรียบเทียบการจัดโครงสร้างของโรงเรียนก่อนที่จะเป็นนิติบุคคล กับ เมื่อเป็นนิติบุคคลแล้วว่ามีความแตกต่างกัน ดังนี้
โครงสร้างของโรงเรียนก่อนเป็นนิติบุคคล |
โครงสร้างของโรงเรียนนิติบุคคล |
|
1. นำนโยบายและเป้าหมายการจัดการศึกษาที่กำหนดโดยกระทรวงมาจัดดำเนินการ 2. การบริหารและการจัดการศึกษาไม่คล่องตัว ล่าช้า 3. การบริหารและการจัดการศึกษาไม่ทั่วถึงและขาดประสิทธิภาพไม่สนองความต้องการของผู้เรียนและชุมชน 4. ไม่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจ
|
1. ระบบการบริหารและการจัดการศึกษาที่คล่องตัว เป็นอิสระด้านวิชาการ งบประมาณ บุคคลและการบริหารทั่วไป 2. บริหารแบบมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 3. จัดระบบให้บุคลากรได้ปฏิบัติงานตรงกับความรู้ความสามารถ 4. จัดการศึกษาได้อย่างทั่วถึงอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ 5. จัดการศึกษาได้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและชุมชน |
5. การจัดโครงสร้างของโรงเรียนเอกชนจึงต้องมีรูปแบบเป็นการเฉพาะของแต่ละแห่ง
– เนื่องจากขอบเขตภารกิจงานและความรับผิดชอบของโรงเรียนเอกชนแตกต่างกัน การจัดโครงสร้างและระบบงานจึงต้องจำแนกตามขนาดและงานการเงินของสถานศึกษาเพื่อความเหมาะสม
6. การที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดโครงสร้างของโรงเรียนที่เป็นนิติบุคคลเป็น 4 ฝ่าย คิดว่าเหมาะสม เนื่องจาก
1. โรงเรียนสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินของโรงเรียนเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอนได้
2. โรงเรียนสามารถทำนิติกรรมได้
3. ชุมชนและสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาทำให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นเนื่องจากการช่วยเหลือจากทุกฝ่าย
4. โรงเรียนมีความเป็นอิสระ สามารถปฏิบัติงานคล่องตัว ไม่ล่าช้า สนองความต้องการของชุมชนและท้องถิ่นได้
………………………………………………………
คำถามท้ายบทที่ 4
1. สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง
– การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากร
– ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางวิทยาการและเทคโนโลยี
– ความเจริญในด้านอุตสาหกรรม / ความต้องการของตลาด
– แนวความคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตย /วัฒนธรรม /ค่านิยม /ทัศนคติ
– ต้องการได้เปรียบในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น
– การเปลี่ยนโครงสร้างขององค์การ
– ความล้าสมัยของวิธีการทำงาน /เครื่องจักร
2. ขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลง
1. กำหนดความต้องการจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง
– กำหนดปัญหา
– กำหนดเป้าหมาย/วางแผน
– กำหนดผู้รับผิดชอบ
2. การริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลง
– การเตรียมการ (ความรับผิดชอบ ทรัพยากร ระยะเวลา)
3. ลงมือปฏิบัติการเปลี่ยนแปลง
– สร้างความพร้อมและกำหนดให้ปฏิบัติตาม
– สร้างความมั่นคงในพฤติกรรมให้คงอยู่ในระยะยาว
– ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและแก้ไขปัญหา
3. ขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงที่มีแผนไว้ล่วงหน้า มีดังนี้
1. ความต้องการในการเปลี่ยนแปลง
2. การวิเคราะห์สถานการณ์และสภาพแวดล้อม
3. การกำหนดทางเลือกในการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสม
4. การเลือกวิธีการ/ทางเลือกในการเปลี่ยนแปลง
5. การดำเนินการในการเปลี่ยนแปลง
6. การประเมินผล การปรับปรุงวิธีการการเปลี่ยนแปลง
4. ให้วิเคราะห์สถานศึกษาของท่านว่ามีปัญหาสำคัญอะไรบ้าง และควรเปลี่ยนแปลงในด้านใดบ้าง
– ความก้าวหน้าของวิทยาการและเทคโนโลยีตามกระแสโลกาภิวัตฒ์ทำให้โลกไร้พรมแดน และ
ดูแคบลง มีผลทำให้วิธีการปฏิบัติงานควรจะเปลี่ยนแปลงไป ครูต้องสามรถรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถปรับตัวและวิธีการทำงาน ให้เป็นผู้เรียนรู้ที่ตื่นตัว กระตือรือร้นแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงด้วยการค้นคว้าหาความรู้ตามบริบท ครูต้องได้รับการพัฒนาให้สามารถสร้างความรู้ที่หลากหลาย ร่วมกันแบ่งปันความรู้เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพ มีการปรับตัวและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกันปรับปรุงคุณภาพงานที่ตนรับผิดชอบนั่นเอง
5. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง มีดังนี้
1. บุคลากรในองค์การต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
2. ทรัพยากรที่มีอยู่ขาด / เกินความพอดี – จำเป็น / ไม่มีประสิทธิภาพ
3. เพื่อปรับให้เหมาะสมกับภาระกิจงานที่เปลี่ยนไป
4. เพื่อปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงานให้ทันต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
5. อิทธิพลของกลุ่มคนที่มีอิทธิพลที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
6. ความเชื่อในวัฒนธรรมและระเบียบแบบแผน
6. พฤติกรรมต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเนื่องมาจากสาเหตุ ดังนี้
1. ความเคยชินและความคุ้นเคย การยึดมั่นกับหลักการแนวคิดในอดีต
2. การมีข้อตกลงผูกพันอยู่ก่อน
3. ความกลัว ความไม่แน่ใจในการเปลี่ยนแปลง
4. การไม่เห็นด้วยจากกลุ่มต่างๆ
5. ข้อมูล ข่าวสารไม่เพียงพอ หรือไม่ชัดเจน
7. วิธีการป้องกันและแก้ไขการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
1. ความต้องการในการเปลี่ยนแปลงต้องชัดเจนไม่เปลี่ยนไป มา
2. ต้องมีจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ชัดเจน ทุกคนเข้าใจได้
3. ทรัพยากรที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงมีความพร้อม
4. มีการติดตาม ประเมินผลอย่างใกล้ชิด
5. การเปลี่ยนแปลงต้องทำให้ทุกคนหรือส่วนใหญ่เข้าใจและพอใจ
6. ระบบข้อมูล ข่าวสารพร้อมและชัดเจนเพื่อการเปลี่ยนแปลง
7. มีผู้นำกำหนดทิศทางและจัดสรรหน้าที่รับผิดชอบสำหรับผู้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง
8. เมื่อมีการปฏิรูปการศึกษาโรงเรียนของท่านได้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรบ้าง
– มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารให้สอดคล้องกับสภาพของโรงเรียน โดยเน้นผู้เรียน
เป็นสำคัญ มีการมอบหมายงานให้ตรงกับความสามารถของบุคลากรอย่างเหมาะสมทำให้การดำเนินงานของโรงเรียนดำเนินไปอย่างราบรื่น เป็นระบบ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษา
9. ให้ท่านบอกถึงความจำเป็นของรูปแบบการบริหารการศึกษาตามแนวการปฏิรูป ในแต่ละหัวข้อ โดยชี้ให้เห็นว่ามีประโยชน์ต่อสถานศึกษาอย่างไร
1) การกระจายอำนาจ
เป็นรูปแบบในการบริหารเพื่อให้สถานศึกษามีอิสระในการบริหารจัดการศึกษาตาม
ความต้องการของตนเอง โดยให้ผู้ปกครอง ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ให้มีคุณภาพตามมุ่งหวังของสังคมนั้น
2) การบริหารแบบมีส่วนร่วม
เป็นรูปแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีส่วนร่วมในการ
บริหาร ตัดสินใจและร่วมจัดการศึกษา มีการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานของโรงเรียนให้สาธารณชนได้รับทราบ ซึ่งจะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น
3) การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
เป็นรูปแบบที่มุ่งเน้นให้โรงเรียนมีอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบและความคล่องตัว
ในการบริหารจัดการทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคลและการบริหารทั่วไป โดยเชื่อว่า การตัดสินใจที่ดีที่สุดเกิดจากการตัดสินใจของคณะบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดและมีส่วนเกี่ยวข้องกับนักเรียนมากที่สุด ซึ่งเป็นการบริหารงานโดยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการกำหนดเป้าหมายของโรงเรียน กำกับ ติดตาม ส่งเสริม และสนับสนุนการบริหารงานของโรงเรียน
4) โรงเรียนนิติบุคคล
เป็นรูปแบบที่มีผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้แทนนิติบุคคล เป็นผู้บังคับบัญชาของ
ข้าราชการและมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารกิจการของโรงเรียนให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการรวมทั้งนโยบาย และวัตถุประสงค์ของโรงเรียน ดังนี้
– จัดการศึกษาตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
– ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้แทนของสถานศึกษานิติบุคคล
– โรงเรียนมีอำนาจปกครอง ดูแลและจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้
– โรงเรียนสามารถจดทะเบียนสิทธิในนามนิติบุคคล
– โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการงบประมาณยกเว้นเรื่องเงินเดือน
– โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการเรื่องพัสดุ
– สามารถรับบริจาคเงิน/ทรัพย์สินได้ตามหลักเกณฑ์
– บริหารงานบุคคลตามระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
– กรณีถูกฟ้องให้รายงานเพื่อดำเนินการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบโดยเร็ว
– จัดทำบัญชีแสดงรายรับ – จ่ายและทรัพย์สินและสรุปรายการรายงานผู้อำนวยการ
เขตพื้นที่ทุกสิ้นปีงบประมาณ
5) การทำงานเป็นทีม
เป็นรูปแบบการทำงานร่วมกันโดยอาศัยความรู้และความคิด การแลกเปลี่ยนความคิด
เห็นและประสบการณ์ซึ่งกันและกันอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจนเกิดเป็นแนวคิดร่วมกันของทีม โดยมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายเดียวกัน มีการมอบหมายงานให้ตรงกับความสามารถของแต่ละคนอย่างเหมาะสม
10. ให้ท่านอภิปรายปัญหาและแนวทางปรับปรุงแก้ไขในประเด็นที่สนใจจาก 5 ข้อที่กล่าวมา โดยเลือกเพียง 1 เรื่องที่เป็นปัญหาในโรงเรียนของท่าน
การบริหารแบบมีส่วนร่วมที่มุ่งเน้นให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้มีส่วนร่วมในการ
บริหาร ตัดสินใจและร่วมจัดการศึกษา แต่สภาพสังคมในอำเภอที่โรงเรียนตั้งอยู่นั้นยังเป็นสังคมของชนชั้นกลางที่ ผู้ปกครองนักเรียนต้องไปประกอบอาชีพในที่อื่น โดยปู่ ย่า ตา หรือยายเป็นผู้ดูแลอีกทั้งยังมีสภาพครอบครัวหย่าร้างเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งฐานะไม่ร่ำรวย ดังนั้นโรงเรียนจึงไม่ค่อยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่
**************************************
นางพวงเพชร ยัญญลักษณ์
รหัส 7 5 0 7 9 0 8 3
หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา
Add a comment มิถุนายน 10, 2008
คำถามท้ายบทที่ 1 และ 2
คำถามท้ายบทที่ 1
วิทยาการจัดการและการบริหาร
1. การบริหารคือ กระบวนมุ่งทำงานโดยมีการวางแผนล่วงหน้า มีวิธีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ขั้นตอน มีเทคนิคในการใช้คน ทรัพยากรและเวลาที่มีอยู่ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน
มีความหมายตรงกับกับคำว่า การจัดการ
2. การเคลื่อนไหวด้านมนุษยสัมพันธ์และพฤติกรรมศาสตร์เพื่อการบริหารเกิดขึ้นในยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม จากการบีบคั้นเรื่องแรงงานเนื่องจากเป็นยุคที่เน้นผลงานบุคคลหรือแรงงานต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงจะได้ผลตอบแทนตามการทำงาน ทำให้มีการตั้งกลุ่มประท้วงกันอยู่เสมอ ๆ จึงเริ่มมีการหันมาเอาใจใส่ในเรื่องบุคลากรและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันมากขึ้น
3. หลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสำหรับข้าพเจ้า คือ อิทธิบาท 4 ซึ่งประกอบด้วย
ฉันทะ ความพึงพอใจในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อเกิดความพอใจก็จะสามารถทำงานได้
ด้วยความเต็มใจไม่เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี เบื่อหน่าย
วิริยะ ความขยันหมั่นเพียรและอดทนในการทำสิ่งต่าง โดยไม่ย่อท้อเมื่อพบปัญหาหรือ
อุปสรรค ข้อผิดพลาดก็จะพยายามหาทางแก้ปัญหานั้นๆให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้
จิตตะ ความตั้งใจที่จะทำงานให้สำเร็จ ไม่ทอดทิ้งงานดังที่กล่าวแล้วเมื่อพบปัญหาจะ
พยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่หลากหลายเพื่อให้งานประสบผลสำเร็จตามที่
ต้องการ เอาใจใส่ในงานและทำอย่างปราณีตมีความรอบคอบ
วิมังสา ความคิดพิจารณา ไตร่ตรองหาเหตุผลในสิ่งที่ทำอยู่เสมอโดยทำในสิ่งที่เราคิดว่าทำ
แล้วได้ผลดี เมื่อเกิดความพึงพอใจ เพียรพยายาม ตั้งใจในการทำงานและจะใช้การ
พิจารณาหาเหตุผล ฟังผู้อื่นและตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อให้งานดำเนินไป
สู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
4. ในการบริหารงานของข้าพเจ้าด้านการวางแผน การจัดองค์กร การจัดคนเข้าทำงาน การบริหารงานบุคคล การอำนวยการ และการควบคุม ที่ผ่านมา
ข้าพเจ้าประสบความสำเร็จในเรื่องการบริหารงานบุคคลเนื่องจากเรามีลักษณะการทำงาน
โดยคำนึงถึงการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ สร้างขวัญและกำลังใจซึ่งกันและกันอยู่เสมอ
นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริม พัฒนาให้ความรู้แก่บุคลากรและพยายามมอบหมายหน้าที่ที่เหมาะสม
กับบุคคลเพื่อนำพางานให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
เรื่องที่ประสบปัญหามากที่สุด คือการวางแผน เนื่องจากมักจะมีตัวแปรอื่นๆ เข้ามาขัดจังหวะงาน
ที่เราวางแผนไว้จึงทำให้การปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้นั่นเอง
5. การวางแผนคือ การคิดก่อน/ล่วงหน้าตัดสินใจลงมือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อให้เกิดประโยชน์
สูงสุดภายในเวลาและทรัพยากรที่มีอยู่
มีสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะเป็นการทำให้การปฏิบัติงานสำเร็จได้โดยเร็วและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยแบ่งงานและทำให้ ควบคุมการปฏิบัติงานได้โดยง่าย
การทำงานโดยไม่มีแผนจะทำให้การปฏิบัติงานไม่ประสบผลสำเร็จหรืออาจสำเร็จได้แต่ไม่ตรง
ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ไม่ทันเวลา สิ้นเปลืองทรัพยากร เป็นต้น
6. องค์การและกรอบอัตรากำลังมีความเกี่ยวข้องกัน
องค์การหมายถึงกลุ่มคนตั้งแต่ 2 คนรวมกันโดยมีวัตถุประสงค์เดียวกันและเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ นั้นสมาชิกในกลุ่มจะต้องได้รับการจัดให้เหมาะสมตามคุณสมบัติที่กำหนดและครบตามจำนวน (กรอบอัตรากำลัง)
7. กิจกรรมเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลมีอะไรบ้าง จงระบุพร้อมคำอธิบายมา 5 กิจกรรม
7.1 งานวางแผนอัตรากำลัง การรวบรวมข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่ประจำ หน้าที่พิเศษของบุคลากร ตรวจ/เตรียมการเพื่อกำหนดแผนอัตรากำลัง รวมทั้งการมอบหมายหน้าที่ให้เหมาะสมกับศักยภาพของบุคลากร
7.2 งานพัฒนาบุคลากร กำหนดแผนการพัฒนาและกำหนดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการ
พัฒนาบุคลากร สนับสนุน / ส่งเสริมให้บุคลากรพัฒนาตนเองในงานในหน้าที่รับผิดชอบ
7.3 งานข้อมูลสารสนเทศ จัดทำทะเบียนประวัติบุคลากรให้ครบถ้วน ถูกต้องเป็นระบบและเป็น
ปัจจุบัน รวมทั้งการอำนวยความสะดวกในการสืบค้น
7.4 งานเสริมสร้างวินัย เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวินัยข้าราชการ ส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติตนตาม
ระเบียบราชการ
7.5 การสร้างขวัญและกำลังใจ ส่งเสริม สนับสนุนการทำผลงานทางวิชาการ อำนวยความ
สะดวกในการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ การเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนระดับ ปรับวุฒิ การศึกษาต่อ ฯลฯ
8. จงอธิบายคำต่อไปนี้พอสังเขป
· ผู้บริหาร หมายถึงบุคคลที่สามารถใช้ความรู้ ความสามารถในการทำให้ผู้อื่นยอมรับและปฏิบัติตาม ประสานความแตกต่างให้รวมเป็นหนึ่งเดียวได้ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ดีงาม
· ผู้นำ หมายถึงบุคคลที่สมาชิกส่วนใหญ่คัดเลือกให้นำหรือพากลุ่มไปสู่เป้าหมายที่
กำหนดไว้
· ภาวะผู้นำ หมายถึงความสามารถของบุคคลที่เรียกว่าผู้นำในการประสานสัมพันธ์ ดูแล
และควบคุมสมาชิกในกลุ่มให้สามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี
· การตัดสินใจ หมายถึงการที่บุคคลใช้กระบวนการทางความคิดในการเลือกหาทางเลือก
บนพื้นฐานของข้อมูลและเหตุผลเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้
9. การควบคุม คือกระบวนการในการจัดระบบการทำงานเพื่อให้งานบรรลุความสำเร็จตาม
มาตรฐานที่วางไว้
ความสำคัญของการควบคุม เป็นการทำให้งานเป็นระบบที่สมบูรณ์ สามารถนำไปใช้เป็นแนว
ทางในการพัฒนางานต่อไป
10. จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์ต่อไปนี้กับการศึกษา
· ประชากรศาสตร์ กับการศึกษา การเรียนรู้เรื่องประชากรศาสตร์นั้นจะใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการจัดการศึกษาในด้านต่าง ๆ อาทิเช่น จำนวนผู้เข้าเรียน การจัดหลักสูตร และการวางแผนการจัดการศึกษา เป็นต้น
· จิตวิทยากับการศึกษา ทำให้ได้แนวทางเพื่อเป็นกรอบในการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ความต้องการ ความรู้สึกนึกคิดของผู้เรียน
· สังคมวิทยากับการศึกษา เป็นกรอบการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะพึงประสงค์ สามารถจัดการศึกษาเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ เน้นการทำงานร่วมกัน อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข มีความเอื้ออาทร และเป็นแนวทางในการจัดกากต่างระหว่างบุคคล
**************************************
คำถามท้ายบทที่ 2
การจัดการคุณภาพการศึกษา
1. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการคุณภาพเริ่มต้นจากแนวคิดเกี่ยวกับ การปฏิบัติให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นการดำเนินงานครั้งแรก
เริ่มต้นที่ ประเทศสหรัฐอเมริกา
2. ให้สรุปวิวัฒนาการเกี่ยวกับการบริหารคุณภาพแบบมุ่งทั้งองค์การมาพอสังเขป
เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยนำมาใช้ในสายการผลิต ซึ่งเรียกว่า การควบคุมคุณภาพเชิงสถิติ (Statistical Quality Control) หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับจนกระทั่ง ประเทศญี่ปุ่นนำมาใช้และพัฒนาขึ้นจนเป็นวิธีการที่ได้ผลดีโดยเรียกว่า TQC (Total Quality Control) ภายหลังเปลี่ยนเป็น TQM : Total Quality Management
3. รางวัล Malcolm Baldrige National Quality Award หมายถึงรางวัลคุณภาพระดับชาติของสหรัฐอเมริกา
4. หลักการสำคัญของระบบการบริหารคุณภาพแบบมุ่งคุณภาพทั้งองค์การมีดังนี้
– การมุ่งเน้นให้ความสำคัญแก่ลูกค้าหรือผู้รับบริการ
– การปรับปรุงกระบวนการทำงาน
– การให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม
5. จงเติมชื่อผู้แต่งหนังสือ พร้อมระบุปี ค.ศ. ที่แต่ง ในตารางข้างล่างนี้
|
ชื่อหนังสือ |
ชื่อผู้แต่ง |
ปีที่พิมพ์เผยแพร่ |
|
Introduction to Total Quality |
โกสต์และเดวิส (Goetsch and Davis) |
1994 |
|
Quality is Free |
ครอสบี (Crosby) |
1979 |
|
Quality, Productivity and Competitive Position |
Edward Deming |
1982 |
|
Quality Without Tear : the Art of Hassle-Free Management |
Phillip Crosby |
1984 |
|
Total Quality Management in Education |
แซลลิส (Sallis) |
1992 |
6. การจัดการคุณภาพการศึกษามีความสำคัญ คือเพื่อเป็นการพัฒนาระบบการบริหารการศึกษาของผู้บริหารให้มีศักยภาพสูงทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม
7. คุณภาพหมายถึง การมีมาตรฐานหรือคุณสมบัติทุกประการที่สามารถตอบสนองความต้องการ
และสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับบริการได้
8. การจัดการคุณภาพ หมายถึงการนำนโยบายคุณภาพมากำหนดให้เป็นเป้าหมาย
9. การบริหารคุณภาพแบบมุ่งทั้งองค์การ (TQM) มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้
– การมุ่งเน้นให้ความสำคัญแก่ลูกค้าหรือผู้รับบริการ
– การปรับปรุงกระบวนการทำงาน
– การให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม
10. ระบบการบริหารแบบ TQM มีองค์ประกอบ ดังนี้
– ดำเนินการอย่างมีหลักการโดยอาศัยข้อมูลและเหตุผล
– ดำเนินการอย่างมีระบบโดยยึดหลักวงจร PDCA
– ดำเนินการอย่างทั่วถึงทุกคน ทุกระดับต้องมีส่วนร่วม
11. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการคุณภาพการศึกษาสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารสถานศึกษาให้มีคุณภาพ ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแนวคิดนี้มีจุดเน้นคือ มุ่งพัฒนาคุณภาพทั้งองค์กร ซึ่งหมายถึงทุกคน ทุกฝ่ายจะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เน้นการทำงานเป็นทีม มีความต่อเนื่องและทุกคนต้องร่วมมือและรับผิดชอบร่วมกัน เป้าหมายที่สำคัญคือนักเรียนที่เป็นผลผลิตสำคัญของโรงเรียน ดังเช่นการประเมินคุณภาพโรงเรียนจากหน่วยงานภายนอก (สมศ) เป็นการประเมินที่ครอบคลุมการปฏิบัติงานของโรงเรียนในทุก ๆ ด้าน เมื่อทุกฝ่ายซึ่งมีเป้าหมายเดียวกันจึงเกิดความร่วมแรงร่วมใจทำให้ผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพในทุกมาตรฐาน เป็นผลจากการที่ทุกคนมีส่วนร่วมนั่นเอง
12. นโยบายคุณภาพ (Quality policy) ของเดมมิ่ง 14 ประการ (Deming’ s 14 point) สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสถานศึกษา สามารถใช้เป็นกรอบการวางแผนการดำเนินการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาของโรงเรียน ซึ่งทั้ง 14 ประการพอสรุปได้ว่ามีจุดเน้นในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
– ผลที่เกิดกับผู้เรียน/บุคลากร
– มีกระบวนการทำงานเป็นระบบมีขั้นตอนชัดเจน
– การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย การทำงานเป็นทีม
13. ประเด็นอภิปราย
1) การบริหารสถานศึกษาโดยใช้วงจร PDCA
– (Plan-P) การวางแผน – (Do-D) การดำเนินการตามแผน
– (Check-C) การตรวจสอบผลการปฏิบัติ – (Act-A) การแก้ปัญหา
การใช้วงจร PDCA เป็นการปฏิบัติต่อเนื่องเสมือนเป็นวงจร ซึ่งหมายถึง
เริ่มจากการดำเนินการกำหนดเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ในการดำเนินงานรวมทั้ง วิธีการ ขั้นตอนที่จำเป็นไว้ล่วงหน้า (P) ต่อจากนั้นจึงลงมือปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ (D) เมื่อการดำเนินงานเสร็จสิ้นควรมีการประเมินเพื่อตรวจสอบว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ (C) จากนั้นเป็นการติดตาม ปรับปรุง แก้ไข เก็บข้อมูลซึ่งจะนำไปสู่วิธีการเดิมหรือวิธีที่แตกต่างจากเดิมแต่เหมาะสสมกว่า (A)
2) จากคำกล่าวที่ว่า “ การป้องกันดีกว่าการแก้ปัญหา” จัดเป็นการปฏิบัติงานที่ถูกต้องเนื่องจากมีการวางแผนการดำเนินงาน มีกรอบแนวทางชัดเจน มีการทำงานอย่างรัดกุม จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดไม่มากและถึงแม้จะเกิดปัญหาก็จะสามารถหาแนวทางในการแก้ปัญหาได้ยาก
เช่น การเตรียมการตรวจสอบ ซ่อมแซม ดูแลอุปกรณ์ต่างๆ ในโรงเรียนระหว่างปิดภาคเรียนเพื่อป้องกันมิให้เกิดอุบัติภัยขึ้นกับผู้เรียนและบุคลากร เมื่อต้องใช้ในเวลาเปิดภาคเรียน
เป็นต้น
3) การบริหารโดยข้อมูลจริง (Management by Fact)มีประโยชน์ในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจหรือไม่ อย่างไร
4) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการคุณภาพการศึกษาควร มีลักษณะ ดังนี้
4.1 ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนและบุคลากร
4.2 ควรให้ผู้เกี่ยวข้อง/ผู้รับประโยชน์ได้มีส่วนร่วมในการจัดการคุณภาพการศึกษา
4.3 กระบวนการทำงานต้องกระทำอย่างมีระบบ มีหลักการรูปแบบอย่างชัดเจน
5) ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการคุณภาพการศึกษา (stakeholders) ประกอบด้วย
5.1 นักเรียน มีหน้าที่ได้รับการอบรม สั่งสอนให้มีความรู้ ความสามารถทั้งด้านวิชาการและคุณธรรม จริยธรรม สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสังคม มีแนวทางในการศึกษาต่อ หรือประกอบอาชีพได้เป็นอย่างดี
5.2 ผู้บริหารและครู มีหน้าที่ในการจัดการศึกษาหลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียนและท้องถิ่น อบรมสั่งสอนในด้านวิชาการ ความประพฤติ ให้ความช่วยเหลือ ดูแล รวมทั้งการติดต่อ ประสานสัมพันธ์ผู้ปกครองและชุมชนให้ทราบในกิจกรรมต่างๆ ที่โรงเรียนดำเนินการ
5.3 คณะกรรมการสถานศึกษา มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ เสนอแนะ แนะนำ เห็นชอบกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและชุมชน รวมถึงการให้ข้อมูล แนวทางในการจัดการศึกษา
5.4 ผู้ปกครองและชุนชน มีหน้าที่ให้ความร่วมมือ ข้อมูล ความต้องการ เสนอแนะแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อให้เหมาะสมกับชุมชนและท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งดูแลพฤติกรรมนักเรียนในละแวกบ้านใกล้เคียง สนับสนุน ช่วยเหลือการดำเนินการด้าน
ต่าง ๆ เมื่อโรงเรียนร้องขอ
***********************************
นางพวงเพชร ยัญญลักษณ์
รหัส 7 5 0 7 9 0 8 3
หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา
Add a comment มิถุนายน 10, 2008
resume
Mrs. Poungpet Yanyalux
1 Mu 4 Thumbol Talan Amphore Phakhai
Ayutthaya, Thailand. 13120
E-mail:yanyalux51p@gmail.com
http://www.jazzpu.wordpress.com
tel. 0-3539-1091 / 08-1561-7424
Date of Birth July 30th, 1960.
Nationality Thai Religion Buddhism
Marital Status Married Blood groupA
Office Phakhai Sutthapramuk School
Phakhai Ayutthaya, Thailand 13120
Telephone 0-3539-1381 Fax. 0-3539-1381
Education Bachelor Degree – Major English
Ayutthaya Teacher College
Experience
2527-2552 English Teacher
2548- present English Teacher and Academic Administrator and English Teacher
Vision To develop student in my hometown to have the abilities for their good lives
Add a comment มิถุนายน 9, 2008
Hello world!
Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!
1 ความเห็น เมษายน 16, 2008
